ทดลองทำภาพเขียนสี เลียนแบบมนุษย์ยุคหิน (อุ อุ อะ อะ)

ผมคิดว่าการที่มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์สามารถพัฒนาอารยธรรมขึ้นมา จนเจริญเป็นสังคมปัจจุบันได้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากการบันทึกเรื่องราวการดำรงชีวิตของพวกเขา พัฒนากระบวนการทางความคิด พัฒนารูปแบบความเชื่อ เพื่ออยู่ร่วมกันเป็นสังคม ผ่าน ศิลปถ้ำหรือภาพเขียนสีนี้ (Rock Art) นี่แหละครับ


ในประเทศไทย มีการค้นพบภาพเขียนสีหลายแห่ง ส่วนใหญ่อยู่ตามหน้าผา พบครั้งแรกที่ถ้ำมือแดง จังหวัดมุกดาหาร เป็นภาพที่ทำขึ้นโดยใช้มือจุ่มสีประทับบนผนังถ้ำหรือเขียนเป็นภาพมือ ต่อมาได้มีการค้นพบภาพเขียนบนผนังถ้ำมากขึ้น ในเขตภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ และกาฬสินธิ์ ภาพเขียนสีนี้ยังมีปรากฏใน ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ ด้วย ได้แก่ ภาพเขียนสีบนเขาปลาร้า อ.ลานสัก จังหวัดอุทัยธานี

แต่ภาพเขียนสีที่มีขนาดใหญ่โต อลังการที่สุดในประเทศไทย อยู่ที่ ผาแต้ม  อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี มีอายุไม่ต่ำกว่า 3,000 ปี และมีมากกว่า 300 ภาพ

โชคดีที่ผมมีโอกาสพาพาลูกไปเที่ยวที่อุบลราชธานี ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของภาพเขียนสีที่ผาแต้ม ทำให้นึกกิจกรรมมาเล่นกับลูกได้อย่างหนึ่ง และเมื่อได้แรงบันดาลใจแล้ว ก็เริ่มทดลองทำตัวเลียนแบบมนุษย์ยุคหิน กันเลย

อย่างแรกที่ต้องรู้ก่อนทำกิจจกรรมนี้คือ มนุษย์ยุคหินเอา "สี" มาจากไหน มาใช้เขียนภาพ  สีในภาพเขียนสีส่วนใหญ่จะเป็น สีแดง มีนักวิชาการสันนิษฐานว่าแต่เดิม อาจจะใช้ของใกล้ตัวและมีความสำคัญสื่อถึงชีวิตอย่าง "เลือด" ต่อมามีการดัดแปลงมาใช้ "ดินเทศ" (Haematite) ผสมกับวัสดุจำพวกกาว เช่น น้ำผึ้ง ขี้ผึ้ง ยางไม้ ไขมันสัตว์ น้ำมันพืช ไข่ขาว เพื่อให้สีติดทนนาน

ผมไม่แน่ใจว่าดินเทศคืออะไร? และจะหาได้ทีไหน? แต่ผาแต้มนั้นเป็นหน้าผาหินทรายสีแดง และ ดินลูกรังข้างทางก็มีสีแดง น่าจะพอเอามาใช้ได้ (มนุษย์ยุคหินก็น่าจะใช้ของอะไรที่หาได้ง่ายๆ เหมือนกัน)


จากที่ทดลองขีดๆ ขูดๆ ดู คิดว่าน่าจะใช้ได้ ... ได้เม็ดสี หรือ "รงควัตถุ" (Pigment) แล้ว การจะเอาสีไปใช้ต้อง ผสมเม็ดสีกับ "สื่อ" (Medium) ทำให้สีติดทน

บริเวณใกล้ๆ กับที่ผมเก็บหินมาขีดเล่น ก็เจอกับรังของตัวแมลงอะไรซักอย่าง คลับคล้ายคลับคลา ว่าจะเป็น "ครั่ง" (Lac insect) ด้วยความมือบอนก็เลย แงะ เก็บมาด้วย เป็นไปได้ว่าคนที่ผาแต้มเมื่อ 3,000 ปีที่แล้วอาจจะใช้ครั่งผสมสีด้วย เพราะนอกจากจะทำให้สีติดทนดีแล้ว ครั่งยังจะช่วยเพิ่มให้สีแดงสดขึ้นได้ด้วย

การเก็บรังของตัวอะไรก็ไม่รู้กลับบ้านเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าซักเท่าไหร่ เพราะหลังจากเก็บมาไว้ที่บ้านซักพัก ผมก็รู้ว่ามันไม่ใช่ครั่ง เอามาเทียบกับหนังสือก็ไม่เห็นเหมือน ทิ้งไว้ซักสองสามวัน ก็มีตัวแมลงคล้ายๆ แมลงหวี่ ออกมาเป็นฝูงเลยครับ น่าสยดสยองมาก คงไม่ใช่ครั่งจริงๆ แล้วหละครับ อาจเป็นแค่ "คุ้มดีคุ้มร้าย" อิอิ
ขั้นตอนการผสมสี คืออย่างแรกต้อง ทุบ หรือ บด หรือทำอย่างไรก็ได้ให้หินหรือดินที่เราเก็บมาละเอียดเสียก่อน อาจจะร่อนหรือกรองด้วยก็ได้ เพราะยิ่งละเอียดเท่าไหร่ ก็ยิ่งผสมเป็นสีง่ายเท่านั้นเท่านั้น


เมื่อได้ผงสีแล้ว เราก็มาทำสื่อที่ใช้ผสมกัน ในที่นี้ผมใช้แป้งเปียก (ทำเอง) ที่กวนจากแป้งมัน เพราะในครัวมีแป้งเหลือ และสามารถเก็บไปใช้กับกิจกรรมอื่นๆ ได้อีก


ผสมผงสีกับแป้งเปียกจนได้ความข้นพอดี ถ้าหนืดไปสามารถเติมน้ำได้ ได้สีแล้วก็หาผนังบ้านที่ว่างๆ แล้วลงมือวาดกันได้เลย

ภาพวาดของมนุษย์ยุคหินนั้นมีหลายลักษณะ แบ่งได้คร่าวๆ เป็น
  1. ภาพอาหารที่กินประจำ (ชอบกิน) เช่น ปลา, ข้าว ฯลฯ เพราะเชื่อว่าจะทำให้มีกินตลอดไป 
  2. ลวดลายเรขาคณิต แสดงสภาพภูมิประเทศหรืออะไรที่เป็นนามธรรม และอาจจะพัฒนาเป็นตัวอักษรในเวลาต่อมา 
  3. วาดรูปคน และสัตว์อื่นที่ไม่น่าจะเอามากินได้ง่ายๆ เพื่อเล่าเรื่อง เล่าตำนานและแสดงถึงพิธีกรรม
  4. สุดท้าย ก็ ประทับมือไว้เพื่อแสดงตัวตนและการมีส่วนร่วม

วาดเสร็จแล้ว สีติดดีพอสมควรเลยครับ อาจเป็นเพราะอยู่ในร่ม ไม่โดนทั้งแดดและฝน

กิจกรรมนี้ ผมไม่แน่ใจว่าลูกจะได้อะไรหรือเปล่า เห็นบ่นว่าเหนื่อยตอนตำหิน แต่ก็ตื่นเต้นกระตือรือร้นดี ตอนกวนแป้งเปียก ยิ่งตอนวาดภาพ ยิ่งสนุก ... แต่สำหรับตัวผมเองบอกได้คำเดียวว่าสนุกมาก นึกอยากหาสีจากธรรมชาติมาเล่นกับลูกอีกเยอะๆ เลยหละครับ

You May Also Like

1 ความคิดเห็น